สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 31 (16 พฤษภาคม - 30
มิถุนายน 2549)
|
บทสัมภาษณ์
คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิชาการระดับอาวุโสท่านนี้เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ต่อประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอาไว้มากมาย
อาทิ เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทำงานให้มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งผลิตองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยมานานกว่า 30 ปี นอกจากนี้
ท่านยังเป็นผู้แต่งตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองพม่าหลายเล่ม อาทิ พม่า : ขบวนการนักศึกษาพม่ากับประวัติศาสตร์อันระทึกใจ เป็นต้น
แม้ว่าปัจจุบันท่านจะเกษียณอายุราชการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว
แต่ท่านยังคงทำงานด้านวิชาการที่สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศในอุษาคเนย์ให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อยากให้อาจารย์ช่วยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลเผด็จการพม่าต่างจากรัฐบาลเผด็จการของประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้อย่างไร ผมคิดว่าพม่าเป็นประเทศที่แปลกเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในโลกนี้เพราะพม่าปิดประเทศมายาวนานมากผู้ปกครองของพม่าเป็นกลุ่มทหารซึ่งปกครองพม่ามาตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1962 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบๆ 50 ปีแล้ว เรียกว่า เกือบๆ ครึ่งศตวรรษหรือสองชั่วอายุคนเลยทีเดียว คนพม่ารุ่นปัจจุบันคงนึกไม่ออกว่าระบอบการปกครองที่นอกเหนือจากการปกครองโดยทหารหน้าตาเป็นอย่างไร
รวมทั้งคงนึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าการปกครองสมัยอูนุเป็นอย่างไร
และสมัยก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้
ประเทศพม่าโดยรวมจึงเป็นประเทศที่ประหลาดเมื่อเทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้
ผมคิดว่าคนพม่าที่อยู่ในประเทศ นอกประเทศ
นักวิชาการและผู้ติดตามเรื่องพม่าจำนวนมากคงนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าอนาคตของพม่าจะเป็นอย่างไรเพราะดูเหมือนจะเป็นอย่างนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์
มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย หลายคนคิดว่าอาจต้องรอจนกระทั่งผู้นำ คนปัจจุบันตายหรือเปล่า
ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลง เหมือนครั้งหนึ่งเคยคิดกันว่าหากเนวิน(อดีตผู้นำ)ตาย
ทุกอย่างจะเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าพอเนวินตายไป คนอื่นก็เข้ามาแทน
ผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่ยากมากๆ มีคนมองว่า
สาเหตุที่ระบอบเผด็จการทหารพม่ายังอยู่ได้เป็นเพราะมีการวางเกมส์แบ่งอำนาจบริหารเอาไว้
โดยมี ผมคิดว่าระบอบเผด็จการทหารจะถึงจุดจบได้ปัจจัยหนึ่งต้องมีความแตกแยกภายใน
ยกตัวอย่างเช่นระบอบเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร และประภาส จารุเสถียรล้มไปได้
ปัจจัยหนึ่งเกิดจากความแตกแยกภายใน คือ
มีกลุ่มภายในหลายกลุ่มที่ขัดแย้งกันจึงทำให้ระบบเกิดความอ่อนแอ
แน่นอนว่าก็ต้องมีพลังอื่นประกอบด้วย กรณีของพม่า
ที่ผ่านมามีความแตกแยกภายในเหมือนกันเนื่องจากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว
ทำให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ร่วมมือกันกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งออกไป ตัวอย่างเช่น
การกำจัดพลเอกขิ่น ยุ้นต์
อดีตนายกรัฐมนตรีออกไปก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการมีผลประโยชน์ที่โดดเด่นเกินกว่าผู้นำคนอื่น
ผมคิดว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทหารพม่าครองอำนาจมาได้นานขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีการตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างดีและลงตัวทีเดียว
นั่นหมายความว่า หากการแบ่งผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัวกันเมื่อไหร่
โอกาสที่จะเกิดความแตกแยกภายในก็จะเพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่ ขบวนการการเรียกร้องประชาธิปไตยของไทยกับพม่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา (14 ตุลาคม พ.ศ. 2516) ของไทยกับเหตุการณ์ 8888
(8 กันยายน ค.ศ.1988/พ.ศ. 2531) ของพม่ามีลักษณะบางอย่างคล้ายกัน เข่น ความไม่พอใจระบอบเผด็จการทหาร
แต่ถ้ามองดูลึกๆลงไปแล้วยังมีลักษณะหลายอย่างที่แตกต่างกันเยอะ เช่น
กลุ่มคนที่เดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลา
ถ้าเราดูจากเสื้อผ้าที่แต่งตัวจะพบว่านอกจากนิสิตนักศึกษาแล้ว
ยังมีกลุ่มคนชั้นกลางเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก แต่ถ้าเราดูเหตุการณ์ 8888ในพม่า ภาพผู้คนที่ออกไปบนท้องถนนส่วนใหญ่นอกจากนักศึกษาแล้ว
เราจะเห็นชาวบ้านนุ่งสะโหร่งเข้าร่วมจำนวนมาก เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพม่าในเวลานั้นยังไปไม่ถึงขั้นการสร้างสังคมเมืองแบบใหญ่ๆ
ประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นชาวบ้าน กลุ่มคนชั้นกลางยังมีจำนวนน้อย
อาจมีการพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองเฉพาะย่างกุ้ง แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีความเป็นชนบท
เมื่อขาดชนชั้นกลางเข้าร่วมทำให้พลังต่าง ๆ ถูกทำลายได้ง่าย เพราะหลังจากทหารออกมาปราบปรามประชาชนปี
พ.ศ. 2531 และหลอกให้เลือกตั้งในปี 1990แล้ว ประชาชนก็ไม่มีช่องทางการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยมากนัก
เพราะขาดฐานคนชั้นกลาง ขาดสื่อมวลชนที่ไม่ใช่ของรัฐ
และมหาวิทยาลัยก็ถูกปิดหรือย้ายไปอยู่ในชนบท นักเรียน นิสิตนักศึกษาหายไปหมด
ขณะที่กลุ่มทหารตั้งโรงเรียนใหม่ขึ้นมาสำหรับลูกหลานตนเอง การต่อสู้กับเผด็จการ
ถ้าไม่สู้ในเมืองโดยฐานคนชั้นกลางก็จะทำได้ยาก
บรรดาพวกนักศึกษาที่หนีเข้าไปต่อสู้ในป่าก็ไม่มีพลังมากพอ
เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นก็ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ถูกแบ่งแยกแล้วปกครองทำให้พลังในป่าอ่อนแอ
เมื่อพลังในเมืองไม่มี พลังในป่าอ่อนแอ โอกาสที่จะล้มเผด็จการทหารก็เป็นไปได้ยาก
มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พัฒนาการเมืองพม่าต่างจากไทยอีกหรือไม่ ปัจจัยหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเมื่อเราพูดถึงการเมืองไทย แต่เรามักจะมองข้ามไปหรือไม่ค่อยอยากจะพูดถึงคือ
บารมีพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันซึ่งมีสูงมากๆ ในสังคมไทย
ทำให้ลัทธิทหารไม่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนกับในพม่า
ผมคิดว่าตรงนี้เป็นความแตกต่างกันมากระหว่างไทยกับพม่า
แต่ประเด็นนี้ต้องแยกแยกให้ดีระหว่างองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน
กับสิ่งที่เรียกว่า สถาบันกษัตริย์
ผมคิดว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันมีความพิเศษในแง่ของบุญบารมีหรือพระราชอำนาจ
ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะ
แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถส่งถ่ายจากบุคคลหนึ่งสู่บุคคลหนึ่งได้
แต่คนจำนวนมากมักจะนำทั้งสองสิ่งมาปะปนกัน ซึ่งเป็นการมองแบบฉาบฉวย มองบทบาทของนางอองซานซูจีต่อการเป็นผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างไร กรณีอองซานซูจี ในด้านหนึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก
เพราะเป็นปรากฏการณ์โดดเด่นที่ผู้หญิงจากประเทศเล็กๆ สามารถขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับสากล
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจะมองว่าไม่พิเศษก็มองได้เหมือนกัน คือ
ถ้ามองในมุมการหาผู้นำแบบโบราณ คือ สืบสายเลือด สืบราชสมบัติอะไรทำนองนี้
อองซานซูจีก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้นำอีกหลายคนในภูมิภาคนี้ เหมือนกรณีของนางเมกาวาตี
ซูกาโนบุตรตรี เธอเป็นประธานาธิบดี
ของประเทศอินโดนีเซียที่อาจไม่มีผลงานโดดเด่นอะไรเท่าไหร่
แต่บังเอิญเธอเป็นลูกสาวของพ่อซึ่งเป็นนักชาตินิยมคนสำคัญ เธอจึง
เป็นที่ยอมรับของประชาชน กรณีของนางคอราซอน อาคีโน
ประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินสต์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเบนินโญ
สามีเธอซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ถูกยิงตาย เธอก็คงเป็นแม่บ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง
สิ่งนี้เลยดูเหมือนว่า การเมืองในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ยังเป็นการเมืองแบบโบราณอยู่ คือ นิยมผู้นำประเภทสืบสายเลือด
ดูตัวอย่างใกล้ตัวในบ้านเรา การเลือก ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า
คนที่ได้รับเลือกมักเป็นผัว เมีย หรือลูกของนักการเมืองที่คนรู้จักอยู่แล้ว
หากมองในมุมนี้
ผมคิดว่าการที่ซูจีได้รับความนิยมจากประชาชนพม่าอาจจะไม่ต่างกับประเทศอื่น ๆ
ในภูมิภาคนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนที่ไม่พิเศษ
หรือเป็นคนไม่มีความสามารถนะ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
เธอได้รับบุญบารมีส่วนหนึ่งมาจากบิดาของเธอ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นจนได้รับการยอมรับจากประชาชนและคนทั่วโลกก็คือ
ความกล้าหาญและความเสียสละ เพราะเธอมีสามีและลูก
มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้วในอังกฤษ แต่เธอก็เลือกที่จะกลับมาเผชิญสถานการณ์ในพม่าซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก
ดังนั้น แม้ว่าเหตุการณ์จะสร้างวีรบุรุษหรือวีรสตรี แต่ว่าคน ๆ
นั้นก็ต้องตัดสินใจด้วยตนเองเช่นกัน ฉะนั้น
ความกล้าหาญในแง่จิตใจของเธอเป็นสิ่งที่ต้องแสดงความชื่นชมนับถือ หลายคนมองว่า การมีซูจีเป็นผู้นำที่โดดเด่นมากเพียงคนเดียวทำให้เกิดข้อด้อยเช่นเดียวกัน
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกถ้าเราไปหวังอยู่กับคนคนเดียวอย่างนี้
ถ้าเอะอะอะไรก็หันไปพึ่งอยู่ที่เดียวซึ่งผู้ที่ถูกพึ่งก็ลำบาก ในขณะเดียวกัน
ประชาชนหรือพลังอื่นๆ ในสังคมก็จะไม่โตขึ้นเลย กรณีของพม่า
ผมว่าจะไปตำหนิที่เขาหวังพึ่งผู้นำเพียงคนเดียวก็ไม่ได้ แต่ควรจะเห็นใจมากกว่า
เพราะว่าประชาชนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นชนพม่าหรือชนกลุ่มน้อยถูกกดขี่เหยียบย่ำมาโดยตลอดเป็นเวลานานมาก
เลยฟื้นตัวไม่ได้ ในแง่หนึ่ง
ผมว่าคนพม่าเป็นคนที่โชคร้ายคล้ายๆกับคนกัมพูชาตรงที่ว่ามีผู้นำเลวมากกว่าผู้นำดี
ประเภทที่งิ้วธรรมศาสตร์ว่าเอี้ยอะไรทำนองนี้
เยอะพอสมควร
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วประชาชนระดับรากหญ้าก็เลยถูกทับแบนแต๊ดแต๋อย่างที่เราเห็น ถ้าซูจีไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจารย์มองว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าจะหยุดนิ่งอยู่อย่างนี้หรือไม่
ไม่นะ เพราะโลกในบางช่วงขณะอาจหมุนช้า
แต่บางขณะอาจหมุนเร็วเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหัน เหมือนกรณีซูฮาโต
อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ไม่มีใครคาดคิดคิดว่าจะลงจากอำนาจที่อยู่มาตั้ง 30 กว่าปีภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้น
ถ้ามองอย่างนี้แปลว่าอะไรก็ไม่เที่ยงแท้มีโอกาสเปลี่ยนได้ กรณีของพม่าก็ขึ้นอยู่กับว่าซูจีและคนพม่าที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะยืนหยัดต่อสู้ได้นานแค่ไหน
ผมสรุปได้เลยว่า อาเซียนไม่ได้เรื่อง
ดูเหมือนเป็นสิ่งเกือบจะไร้สาระด้วยซ้ำ
อาเซียนเปรียบได้กับสมาคมข้าราชการของรัฐบาลในประเทศอุษาคเนย์ ไม่มีภาคประชาชน
หรือภาคนอกเหนือราชการเท่าไหร่ แล้วข้าราชการในอุษาคเนย์
ส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการการเมืองระดับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นไทย
ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ล้วนมีปัญหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก การคอรัปชั่น
ผมคิดว่าเมื่อองค์ประกอบของอาเซียนเต็มไปด้วยคนแบบนี้ ผมว่าหวังอะไรไม่ได้
กลายเป็นองค์กรซึ่งจัดการประชุมแบบย้ายสถานที่ประชุมเวียนไปเรื่อยๆ
แต่ไม่มีผลการประชุมอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย มองแค่ง่ายๆ
ว่าประเทศในอาเซียนมีปัญหาอะไรเยอะแยะ ไทยก็มีปัญหากับลาว ลาวก็มีปัญหากับไทย
ไทยมีปัญหากับกัมพูชา มีการเหยียดหยามเรื่องเชื้อชาติ ปมด้อยบ้างอะไรอย่างนี้
ถ้าลองพลิกดูตำราเรียนประถมและมัธยมที่เขียนถึงประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นว่าไม่สามารถจะเป็นมิตรกันได้เลย
ซึ่งจริงๆ แล้ว บทบาทของอาเซียนจำเป็นต้องส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
ต้องแก้ตำราเรียนของแต่ละชาติด้วยซ้ำ
เพราะเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์แล้วสร้างความไม่เข้าใจกันเยอะมาก
ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในอาเซียนเลยทีเดียว แต่ที่ผ่านมา
นอกเหนือไปจากเอานาฏศิลป์ไปแสดงแลกกันแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรมากไปกว่านี้ ในมุมมองของอาจารย์ ถ้าอาเซียนต้องการลุกขึ้นมาสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่าจะทำได้อย่างไรบ้าง
ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่เราหวังมากเกินไป
ผมไม่ค่อยมีความหวังกับอาเซียนมากเท่าไหร่
ผมว่าความหวังน่าจะมาจากภาคประชาชนไม่ใช่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเขียน ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศตะวันตกมีจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่ามาโดยตลอด
แต่ทำไมจึงยังไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพม่าได้สักที ผมคิดว่าประเทศพม่าเล็กเกินไป ไม่คุ้มกับการที่เขาต้องไปปะทะกับจีน
ซึ่งผลประโยชน์ที่เขาจะได้จากจีนมีมากกว่า
เพราะฉะนั้นก็คงได้แต่ออกมาพูดในแง่หลักการ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้น
เป็นความโชคดีของกลุ่มเผด็จการทหารพม่าที่พม่ามีพรมแดนติดกับจีน
แล้วเราต่างรู้กันดีกว่า
ปัจจุบันจีนเป็นประเทศทุนนิยมมากกว่าประเทศต้นตำหรับในเมืองฝรั่งเสียอีก อยากให้ช่วยเปรียบเทียบวัฒนธรรมการเมืองของพม่าว่า
แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างไร
ถ้าพูดโดยรวม
ผมคิดว่าไทยให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าเยอะจนทำให้รัฐบาลทหารพม่าไม่ค่อยจะพอใจไทยอยู่เหมือนกัน
ผมคิดว่าปัญหาของพม่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังจนน่าเบื่อไปแล้ว และทุกวันนี้
มันก็ไม่ใช่ปัญหาของพม่าเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาของประเทศอื่น ๆ ด้วย
โดยเฉพาะประเทศไทย เรามีคนที่มาจากพม่า ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง มอญ ไทยใหญ่
จำนวนเป็นล้านคน
ซึ่งเขาอาจจะไม่กลับประเทศเขาอีกแล้วหรืออยากจะกลับแต่กลับไม่ได้ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร
กับคนเหล่านี้ ปัญหานี้จะคล้ายกับปัญหาคนแม็กซิกันในอเมริกา
และกำลังเป็นลูกระเบิดเวลาของสังคมไทย ในอนาคตนะ
เพราะจะกลายเป็นปัญหาทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ซึ่งเกี่ยวโยง
กับประเด็นด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน แน่นอนว่า หากสถานการณ์ในพม่ายังเป็นเช่นเดิม
คนไทยจำนวนหนึ่งจะพึงพอใจกับสถานการณ์นี้เพราะว่าเขาจะได้ผลประโยชน์จากแรงงานราคาถูก
ทรัพยากรธรรมชาติ และการแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ ในพม่า แต่ถ้าดูโดยรวม
สังคมไทยจะเสียหายมาก ถ้าเราไม่สามารถทำให้พม่าจัดการกับปัญหาตนเองได้
เราจะต้องรับภาระไปเรื่อยๆ เพราะคนเหล่านี้ก็ต้องหนีตามมาบ้านเราอย่างแน่นอน ความหวังประชาธิปไตยในพม่าอยู่ตรงไหน เป็นเรื่องที่พูดยากนะ
ผมว่าพูดแบบเป็นนามธรรมก็ขึ้นอยู่กับคนพม่าที่กำลังต่อสู้ว่าจะยืนหยัดเหนียวแน่นได้นานแค่ไหน
จะทำอย่างไรกับอำนาจที่ดูเหมือนว่าทหารจะครอบครองไปชั่วนิรันดร์
ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนพม่าอยู่ในตอนนี้ |