|

9
มีนาคม 2552 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 11 หัวข้อ ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา : ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร
(กลับมาเยือน) โดย นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อดีตข้าราชการชั้นจัตวาของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมรับฟังเต็มห้องประชุมและนอกห้องประชุม
และมีการถ่ายทอดระบบวงจรปิดออกมาใต้ถุนคณะเศรษฐศาสตร์ รวมประมาณ 200 คน
โดยผู้มีชื่อเสียงที่เข้าร่วม อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กรรมการมูลนิธิป๋วย
อึ๊งภากรณ์ นายอัมมาร สยามวาลา นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม เป็นต้น
ในงานมีการฉายวีดีทัศน์
จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
ซึ่ง เป็นบทความและข้อคิดของนายป๋วย
มีเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางที่สังคมการเมืองควรจะเป็น
เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของพลเมืองตั้งแต่เกิดไปจนถึงตาย โดยสรุปว่า
รัฐควรจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เป็นธรรม
มีช่องทางการกู้ยืมเงินมาลงทุนมีที่ดินทำกินรวมทั้งมีตลาดรองรับผลผลิต
นอกจากนั้น ประชาชนก็ควรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
สามารถซื้อหนังสือพิมพ์อ่านได้ในราคาไม่แพง มีโอกาสในการเข้ารับการรักษาพยาบาล มีเวลาว่างในการ พักผ่อนในสวนสาธารณะ สามารถรับฟังดนตรี
เข้าถึงศิลปะวัฒนธรรม งานการกุศล มีสิ่งแวดล้อมมีอากาศและน้ำที่ดี
มีการรวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์ สหภาพ มีส่วนกำหนดทิศทางการเมือง
รวมถึงคู่สามีภรรยาก็ควรได้รับการวางแผนครอบครัว
เมื่อยามชราก็ควรได้รับค่าใช้จ่ายจากการประกันสังคม
ข้อคิดของนายป๋วย
ระบุด้วยว่า บุคคลไม่ควรตายอย่างโง่ๆ บ้าๆ
ในสงครามที่คนอื่นก่อและไม่ควรตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
หลัง
จากนั้นเป็นการปาฐกถาของนายชาญวิทย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยอดีตอธิการบดีผู้นี้
เผยว่า ตนอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
ระหว่างที่ไทย-กัมพูชามีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลก
ซึ่งตนได้รับอีเมลล์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายเตช
บุนนาค) บอกให้รีบกลับประเทศไทย แต่ตนปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม
ตนมีเพื่อนซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ได้ให้ความเห็นว่า กรณีพิพาทดังกล่าว
เปรียบเหมือนการอังกุ้ง (อังกุ้งให้สุกด้วยความร้อน)
เป็นเพียงเรื่องการเมืองที่หากแต่ละฝ่ายได้อะไรที่ตนเองต้องการแล้ว
เรื่องก็คงเงียบกันไปเอง
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวด้วยว่า กรณีปราสาทพระวิหาร
เป็นหลุมดำของประวัติศาสตร์บาดแผลที่จะต้องศึกษาหลายด้านเพื่อทำการ สมานฉันท์
เนื่องจากเป็นทั้งการเมืองภายในประเทศที่กลุ่มพันธมิตรฯต้องการโค่นรัฐบาล
นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
โดยอาศัยวาทกรรมที่ถ่ายทอดจากตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่บอกว่าประเทศไทยเสียดินแดนครั้งแล้วครั้งเล่า
จากเดิมทีเคยบอกว่าเสียดินแดนไป 8 ครั้ง ต่อมาขยายเป็น 14 ครั้ง และล่าสุด
กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งที่ 15 อย่างไรก็ตาม
นอกจากจะเป็นการเมืองภายในแล้วก็ยังเป็นการเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชาด้วย เพราะเป็นการปะทะกันระหว่าง 2
ประเทศชาตินิยม ขณะที่ไทยบอกว่า ตัวเองเสียดินแดน
แต่กัมพูชาก็อธิบายต่อพลเมืองในประเทศตัวเองว่า ถูกพวกเสียม(สยาม)บุกรุก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชามีการใช้จิตวิทยาให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึมซับเอาการ
เตือนว่า ชาติของตัวเองเป็นอย่างไร ผ่านสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส
ที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
กระทั่งสถาปัตยกรรมของอาคารกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาก็เป็นหน้าบันแบบ
ปราสาทพระวิหาร นายชาญวิทย์พูดติดตลกว่า
คนไทยอย่าเข้าใจผิดไปพูดว่าเป็นศิลปะแบบไทย เพราะอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อครั้งเผาสถานทูตได้
ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้รับฟัง
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า
นอกจากเรื่องปราสาทพระวิหารจะเป็นวาระของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและเงินทุน แล้ว
ก็เป็นวาระของพรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฮุน เซน ด้วย เพราะขณะที่ประเทศไทยประท้วงอยู่หลายเดือน
ยูเนสโกก็ได้ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว
มีการเฉลิมฉลองชัยชนะกันอย่างอื้ออึง
รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชานำประชาชนร้องเพลงพงศาวดารขะแมร์
ประพันธ์โดยบุคคลเดียวกันกับผู้ประพันธ์เพลงชาติ ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่เชยแต่กลับสร้างความรู้สึกตื้นตันจนขนลุกรู้สึกถึงความ
ยิ่งใหญ่ของชนเผ่าขะแมร์ เป็นบรรยากาศแห่งอารมณ์ความรู้สึก
จากนั้นส่งผลให้สมเด็จฮุน เซน
ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนขาดลอยเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวว่า ขณะที่สมเด็จฮุน เซน มีฐานะที่มั่นคงมาก
แต่ฐานะของรัฐบาลไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย
กลับอยู่ในฐานะที่ลำบาก เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญ เหตุการณ์ปราสาทพระวิหารนั้น
เป็นการอังกุ้ง (อังกุ้งให้สุกด้วยความร้อน) ของสมเด็จฮุน เซน
แต่เป็นการเผาจนมอดไหม้ของการเมืองภายในของประเทศไทยหรือไม่ ปราสาทพระวิหารเป็นเพียงซากปรักหักพัง
คือกองหินทรายที่ไม่มีการดัดแปลงเป็นอะไรเลยมากว่า 500 ปี
ไม่มีการปลูกต้นลั่นทมบริเวณทางขึ้น ไม่มีการปรับปรุงเป็นสถานที่ประกอบพิธีใดๆ
แต่เราถูกผู้นำประเทศตัวเองที่แพ้คดีมาบอกให้เราเข้าใจผิดเป็นเวลา 50 ปี เช่น
พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ วาดภาพให้คนไทยคิดว่า
ขะแมร์ขึ้นปราสาทพระวิหารไม่ได้ แต่ภรรยาของสมเด็จฮุน เซน
พร้อมคนเป็นร้อยก็ได้ขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบนปราสาทพระวิหารแล้ว
หลังจากสมเด็จฮุน เซน ชนะการเลือกตั้ง โดยเดินทางอ้อมผ่านเนินอินทรี
มีวัดแก้วฯ ตรงนั้นที่ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน จึงอยากฝากถึงนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ผู้นำไทยอีกคนที่มักจะบอกว่า
ขะแมร์ขึ้นปราสาทพระวิหารไม่ได้ให้ทำความเข้าใจใหม่ และน่าสังเกตว่า
นายอภิสิทธิ์ยังจะเชื่อเหมือน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคคนเก่า
(ประชาธิปัตย์) อีกหรือ คราวนั้นก็แพ้จากคำพิพากษาศาลโลกมาแล้ว 9 ต่อ 3 เสียง
ล่าสุดยูเนสโกก็ลงมติ 21 ต่อ 0
เสียงให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลก
น่าประหลาดใจที่นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันตรงกับหัวหน้าพรรคคนเดิมอีกว่า ยังไงๆ
ก็ต้องสรุปให้ไทยชนะคดี
นาย
ชาญวิทย์ กล่าวสรุปว่า ปราสาทพระวิหารเป็นหลุมดำชาตินิยมแบบอำมาตยาธิปไตย
ถ้าเราเดินตามไปก็ตายแน่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย
ก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา โดยมาในมาดใหม่ เป็นผู้ดีแห่งสยามประเทศ
เพราะเลิกใช้คำพูดหยาบคายทั้งหมดหลังจากได้อังกุ้งและเผากุ้งไปแล้ว
ตนคิดว่าชาติของคนที่สะพานมัฆวานกับคนที่เขาพระวิหารใช่ชาติเดียวกันหรือไม่
คำถามของผมคือถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะมีชาตินิยมในระนาบเดียวกันแบบ
ของประชาชน ไม่ใช่ท็อปดาวน์จากบนลงล่างเหมือนอมาตยาธิปไตย
เราควรสร้างความสมานฉันท์ระหว่างรัฐกับรัฐ
ระหว่างอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของพวกเรา
.
หมายเหตุ : ติดตามคลิปวิดีโอ ปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ครั้งที่ 11 โดยชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในรายการ บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา ทางเว็บไซต์ประชาไท
เร็วๆ นี้
|