ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รับรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2552 พิมพ์บทความนี้

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รับรางวัลศรีบูรพาจากประยอม ซองทอง

5 พ.ค. 2552 ร.ร. มิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา มอบ “รางวัลศรีบูรพา” แก่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นนักเขียน “รางวัลศรีบูรพา” คนที่ 21

รางวัลศรีบูรพา เป็นรางวัลประจำปีที่คณะกรรมการ “กองทุนศรีบูรพา” ได้พิจารณาหารือและลงมติด้วยเสียงข้างมากเพื่อมอบให้กับบุคคลที่เป็นนักคิดนักเขียน นักแปล กวี หรือนักหนังสือพิมพ์ ที่มีแบบฉบับการใช้ชีวิตที่งดงาม และแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคมและมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนอย่างเช่น “ศรีบูรพา” , มีผลงานติดต่อกันเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 30 ปี และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และยังมีชีวิตอยู่

ทั้งนี้ รางวัลศรีบูรพาเป็นรางวัลที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 มีการมอบรางวัลในวันที่ 5 พ.ค.ของทุกปีซึ่งเป็นวันนักเขียน โดยครั้งนี้ ในช่วงช่วงเช้าและบ่าย สมาคมนนักเขียนแห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเสวนาและอภิปราย  รวมถึงการรำลึกถึง รงษ์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ล่วงลับ จากนั้นจึงมีการมอบรางวัลศรีบูรพาในเวลา 17.00 น. โดยนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้รับรางวัลประจำปีนี้ เป็นผู้กล่าวสุนทรกถา

000

สุนทรกถา
“ศรีบูรพา-ข้างหลังภาพ-มิตาเกะ-
กับข้าพเจ้า”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 

๑. เกริ่นนำ

ท่านนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ท่านประธานกองทุนศรีบูรพา ท่านสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และสุภาพชน
วันนี้ ขอใช้สรรพนามแทนตัวว่า “ข้าพเจ้า” เพราะคำนี้  “ศรีบูรพา” ใช้ในความหมายของความเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าจะด้วย “คุณวุฒิ-วัยวุฒิ-ชาติวุฒิ” และก็น่าจะขยายรวมถึง “เพศวุฒิ”

ขอขอบคุณคณะกรรมการฯ ที่ให้เกียรติในการประสาทรางวัล “ศรีบูรพา” ให้แก่ข้าพเจ้า ในปีนี้ซึ่งเป็นปีสำคัญมากๆ
เพราะเป็นปีที่ “ประเทศไทย” มีอายุครบรอบ ๗๐ ปีในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ (เปลี่ยนเมื่อ ๒๔๘๒)
ปีนี้ “ศรีบูรพา” ก็ครบรอบ ๑๐๔ ปี (เกิด ๒๔๔๘/๑๙๐๕ สิ้น ๒๕๑๗/๑๙๗๔)

ข้าพเจ้าเคยบ่นกับ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” และ “เสถียร จันทิมาธร” ว่าเมื่อไรจะได้รางวัล “ศรีบูรพา” เหมือนนักคิดนักเขียนใหญ่ๆทั้งหลายกับเขาสักที คำตอบก็คือว่า “ใจเย็นๆ แล้วก็จะได้เอง” ครับ จริงสิ ก็ไม่นานเกินรอ และก็ต้องขอบอกว่า “ภูมิใจจริงๆ ขอบใจจริงๆ”


นี่ก็เหมือนอย่างที่เคยได้เป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์นั่นแหละ คิดว่า “เท่ดี” เอาไว้ต่อท้ายชื่อ ซึ่งแต่นี้ต่อไปเบื้องหน้า
ข้าพเจ้าก็คงจะลงชื่อและตำแหน่งว่า “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา” ครับ

ข้าพเจ้าเป็นคนต่างจังหวัด (บ้านโป่ง ราชบุรี) มาจากครอบครัวอนุรักษ์นิยม เราเป็นครอบครัวที่อ่านหนังสือไม่น้อย
แต่ก็เป็นหนังสือที่เลือกค่าย คือ พ่ออ่าน “สยามรัฐ” และ “ชาวกรุง” แม่อ่าน “ศรีสัปดาห์” และ “สตรีสาร”

เมื่อข้าพเจ้ายังเยาว์วัยยังไม่ได้เข้ามา “ชุบตัว” ในพระนคร ก็รู้จักแต่เพียง “ป. อินทรปาลิต” พอเข้ากรุงก็ขยับมาสู่ “คึกฤทธิ์ ปราโมช” “วิลาศ มณีวัต” และที่สำคัญ/ประทับใจอย่างยิ่ง คือ “รงค์ วงษ์สวรรค์” จำได้ว่าแปลกประหลาดดีที่ให้ “น้ำค้าง” นางเอกจากโพธาราม “เสียตัว” ตั้งแต่ต้นเรื่อง

ท่านสุภาพชน คงไม่ค่อยเชื่อว่าในชีวิตการอ่านครั้งโน้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก“เสนีย์ เสาวพงศ์” หรือ “ศรีบูรพา” 
ทั้งๆที่ก็รู้จัก “ก. สุรางคนางค์”  รู้ว่าพจมานนั้น แม้จะเป็น “พินิตนันท์” ก่อนจะเป็น “สว่างวงศ์ฯ” เธอก็มีสิทธิเป็นเจ้าของ “บ้านทรายทอง”หาใช่ “หม่อมแม่” หรือ “หญิงเล็ก” พวกสว่างวงศ์ไม่แม้จะเข้าไปครอบครองอยู่นานแสนนาน
แต่มรดกตกทอดที่ทำไว้แต่สมัย “เจ้าคุณตา เจ้าคุณปู่” ก็ต้องตกเป็นของพจมานอยู่วันยังค่ำ (ยังกับเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” หรือ “พื้นที่ทับซ้อน” ยังไงอย่างงั้นแหละ เศร้า !)

 

๒. “ศรีบูรพา-อากาศดำเกิง-ดอกไม้สด”
ข้าพเจ้าเริ่มรู้จัก “ศรีบูรพา” ก็เมื่อกำลังเรียนปริญญาเอกเข้าไปแล้ว ตอนนั้นก็ใกล้ “วันมหาปิติ” ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เข้าไปทุกทีจำได้ว่าเยาวชนคนหนุ่มสาว “รุ่นเดือนตุลา” ทำให้ข้าพเจ้าต้องทำความรู้จักกับ“สาย สีมา” หรือ “นพพรกับคุณหญิงกีรติ”ข้าพเจ้าจำได้ว่านักวรรณกรรมวิจารณ์ นำ “๓ นักเขียนใหญ่” มาวิเคราะห์เปรียบเทียบคือ “ศรีบูรพา” “ดอกไม้สด” และ “อากาศดำเกิง”


ข้าพเจ้าจำได้เลาๆว่า รุ่นพ่อรุ่นแม่ (คือ ๙๐ กว่าปีมาแล้ว) จะพูดถึงนวนิยายเช่น “ผู้ดี” หรือ “ชัยชนะของหลวงนฤบาล” ส่วนคนรุ่นข้าพเจ้า (คือ ๖๐/๗๐ ปี หรือ “รุ่นขิงแก่” รุ่นท่านอดีต นรม. สุรยุทธ จุลานนท์ นั่นแหละ) ก็เป็นรุ่นที่คุ้นเคยกับ “อากาศดำเกิง” เพราะต้องอ่านหนังสือนอกเวลาอย่าง“ละครแห่งชีวิต” หรือไม่ก็“ผิวขาวผิวเหลือง”

เมื่อเร็วๆนี้ข้าพเจ้าตั้งคำถามกับนักศึกษาปี ๑ ที่ท่าพระจันทร์เยาวชนคนหนุ่มสาววัยเกือบๆ ๒๐ ซึ่งเป็นคนรุ่นที่เกิดมาพร้อมๆกับการสิ้นสุดของ“สงครามเย็น” และการพังทลายของ “กำแพงเบอร์ลิน” ช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ และต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ว่า ประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิตคุณหญิงกีรติกล่าวว่าอะไรเชื่อไหม นักศึกษา (ส่วนใหญ่หญิง)
ไม่เพียงแต่จำได้เท่านั้น ยังท่องได้เกือบทุกคนแถมท่องให้ฟังลั่นห้องเรียนอีกว่า

“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน
แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก”

แต่พอถามว่ารู้จัก “วิมล” ไหม และรู้ไหมใครพูดประโยคนี้ “แม้การเป็น "ผู้ดี...จะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก ...
แต่ ... ทุกคน ... ก็มีสิทธิ์ ... ที่จะเป็นไปได้” ปรากฏว่าไม่มีใครตอบได้เลยสรุป สำหรับเยาวชนคนหนุ่มสาว
คนรุ่น “รักแห่งสยาม” และ “สะบายดีหลวงพระบาง” นั้น ทั้ง “อากาศดำเกิง” และ “ดอกไม้สด” ทั้ง “วิสูตร” และ “วิมล”
หาได้อยู่ในความทรงจำของเขาและเธอไม่

นี่ทำให้ข้าพเจ้าต้องตั้งคำถามว่า“ดอกไม้สด” “อากาศดำเกิง” และ “ศรีบูรพา”ต่างก็เป็นนักคิดนักเขียนใหญ่พอๆกัน ทั้งสามต่างผลิตงานเขียนที่สะท้อนยุคสมัยนั้นของท่าน ต่างก็เกิดปีเดียวกัน คือ พ.ศ. ๒๔๔๘ หรือ ค.ศ. ๑๙๐๕ คือ ๑๐๔ ปีมาแล้วแต่ทำไม “ศรีบูรพา” ถูกจำ หรือถูกให้จำ ส่วน “ดอกไม้สด” และ “อากาศดำเกิง” ถูกลืม หรือถูกให้ลืม


แน่นอนส่วนหนึ่งก็คือ ขึ้นอยู่กับว่านวนิยายเล่มไหนถูกกระทรวงศึกษาฯ หยิบขึ้นมาบังคับให้นักเรียนต้องอ่าน ให้ครูต้องนำมาออกข้อสอบ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าคำอธิบายเพียงแค่ว่าเป็น“หนังสือบังคับ” จะเพียงพอ
 
ข้าพเจ้าคิดว่า “ความเป็นอมตะ” ของ “ศรีบูรพา” ถึงขนาดต้องมี “รางวัล” ถึงขนาดต้องมีการรำลึกถึงใน “วันนักเขียน”ถึงขนาดว่าต้องตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเกือบ ๔๐ ครั้ง ถึงขนาด “เปี๊ยก โปสเตอร์” กับ “เชิด ทรงศรี” ต้องนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ (๒๕๒๘ และ ๒๕๔๔) ท้ายสุดเป็น “มิวสิคัล” โดยถกลเกียรติ วีรวรรณ ๒๕๕๒
 
แต่น่าจะมาจากการที่ “ศรีบูรพา” สะท้อนยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลง/ของความขัดแย้งของ “สังคม” ของเราเป็นอย่างดีในขณะเดียวกันก็สร้างความบันดาลใจไปสู่ “สังคมใหม่” ที่น่าจะดีกว่านั่นคือการสะท้อนให้เห็น “ความขัดแย้ง”
ของ “สังคมเก่า” กับ “สังคมใหม่ สะท้อนอย่างโรแมนติค งดงาม เศร้า อย่างใน “ข้างหลังภาพ” แต่ก็อย่างเจ็บปวดและ “มีความหวัง” อย่างใน “แลไปข้างหน้า” กับ “จนกว่าเราจะพบกันอีก”
และตัวของ “ศรีบูรพา” เองก็ต้องตกเป็น “เหยื่อ” ของ “อธรรมแห่งยุคสมัย”ของ “อำมาตยาธิปไตย” ของ “ฟาสซีสต์”
ของ “เผด็จการทหาร” ทั้งต้องติดคุก ทั้งต้องไปตายในต่างแดน

ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าตนเอง จะคิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า สังคมไทยที่ “ศรีบูรพา”พยายามสะท้อนออกมาให้เราเห็นและเข้าใจในขณะนั้น อาจจะไม่ต่างกับประโยคทองของ Gramsci นักปรัชญามาร์กซีสต์อิตาลี (1891-1937)
ที่ถูกย่ำยีโดยฟาสซิสต์มุสโสลินีที่กล่าวไว้ว่า

The old world is dying away,
and the new world struggles to come forth:
now is the time of monsters.

“โลกเก่า กำลังตายจากไป
แต่โลกใหม่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้เกิดขึ้นมาให้ได้
ณ เวลานี้แหละที่ปีศาจอสูรกายก็จะปรากฏ”

ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า นี่แหละที่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้ “ศรีบูรพา” เป็น “อมตะ” ที่ทำให้ต่างกับนักเขียนรุ่นเดียวกันอีก ๒ ท่านที่กล่าวมา
 
และหากจะศึกษางานของ “ศรีบูรพา” โดยละเอียดเราก็จะเห็นถึงวิวัฒนาการและการพัฒนาของความคิดและการเขียน
ของท่าน ซึ่งใน “ข้างหลังภาพ” (พ.ศ. ๒๔๘๐) นั้นเป็นยุคสมัยของโรแมนติก แม้จะมีเรื่อง “การปะทะสังสรรค์” กันของ “โลกเก่า” (คุณหญิงกีรติ) กับ “โลกใหม่ (นพพร)แต่ในขณะที่อีก ๒๐ ปีให้หลังทั้ง “จนกว่าเราจะพบกันอีก” (๒๔๙๓)
กับ “แลไปข้างหน้า” (๒๔๙๘ และ ๒๕๐๐) ได้พัฒนาไปไกลอีกขั้นหนึ่งแล้ว และ “ศรีบูรพา” ก็กำลังเดินทางทางความคิดของท่านไปสู่ “โลกใหม่” – “สังคมใหม่”


และดังนั้น จึงมีบทกวีนี้

หยดฝนย้อย หยาดฟ้า มาสู่ดิน
ประมวลสิ้น เป็นมหา สาครใหญ่
แผดเสียงซัด ปฐพี อึงมี่ไป
พลังไหล แรงรุด สุดต้านทาน
อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง
เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล
ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน

“สุชาติ สวัสดิ์ศรี บก. บันทึกไว้ในรวมเล่ม“ร้อยนักเขียน ร้อยกวี ร้อยปี ศรีบูรพา” เนื่องในวาระ ๑๐๐ ปี กุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่าบั้นปลายชีวิต ขณะลี้ภัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน“กุหลาบ สายประดิษฐ์” ได้ทราบข่าวชัยชนะของนักศึกษา-ประชาชนในเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เขารู้สึกประทับใจและสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
จึงได้แต่งบทกวีชื่อ “พลังประชาชน” ชิ้นนี้ส่งมา.....และนี่อาจจะเป็นบทกวีชิ้นสุดท้ายของเขาก็ได้ เพราะต่อจากนั้น อีกประมาณ ๙ เดือนต่อมา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้ถึงแก่กรรมที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๗ รวมอายุได้ ๖๙  ปี”

“ช่างเป็นความตายที่งดงามเสียนี่กระไร”

 

๓. ตามรอย “ข้างหลังภาพ” ที่ “มิตาเกะ”
เนื่องจากวันนี้เป็นวันดี และสิ่งที่ทางคณะกรรมการฯ ต้องการให้ข้าพเจ้าพูดก็ตั้งชื่อไว้ว่า “สุนทรกถา” ดังนั้น ข้าพเจ้าก็ขอพูดแต่เรื่องที่งดงามอย่างเรื่องของ “ความรัก” ก็แล้วกัน อย่างที่เราทราบกันดีว่า๕ ปีภายหลังการปฏิวัติ  พ.ศ. ๒๔๗๕ มีนวนิยายรักที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเล่มหนึ่ง คือ “ข้างหลังภาพ” ของ  “ศรีบูรพา” (กุหลาบ สายประดิษฐ์) นางเอก ม.ร.ว. หญิง กีรติ เป็นสตรีสูงศักดิ์ งดงามประหนึ่งดอกฟ้า แต่วัยและเวลาของเธอได้ล่วงเลยไปจนอายุ ๓๕ ปี ส่วนเจ้าคุณสามีก็อายุปาเข้าไป ๕๐ ทั้งคู่กำลัง “ขาลง”ในขณะที่ชายหนุ่มพระเอกนพพรก็มีอายุเพียง ๒๒ กำลังรุ่งโรจน์ “ขาขึ้น” ศึกษาวิชาธนาคารอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น อนาคตของเขากำลังสดใส และฉากรักของบุคคลทั้งสอง ที่ต่างทั้งวัย และต่างกัน ทั้งฐานะสภาพทางสังคมก็เกิดขึ้นที่ “มิตาเกะ” MITAKE

นพพรหลงรักและบูชาคุณหญิงกีรติอย่างบ้าคลั่ง ตามวิสัย “รักครั้งแรก” ของชายหนุ่ม หลายปีต่อมาเขาก็ลืมและเลือนความรู้สึกนั้นไป ในขณะที่คุณหญิงกีรติยังคงประทับใจและฝังแน่นกับความรักครั้งแรกของเธอที่ข้างหลังภาพ “มิตาเกะ” MITAKE

อย่างที่เรารู้กัน นวนิยายเรื่องนี้จบลงเมื่อคุณหญิงกีรติตายไปด้วยความโศกเศร้าและด้วยวัณโรค (โรคของนางเอก/พระเอกสมัยทศวรรษ ๒๔๗๐-๘๐)เธอทิ้งประโยคอมตะไว้ให้เราต้องท่องจำ

ข้าพเจ้าประทับใจนวนิยายเรื่องนี้มาก จำได้แม้แต่ว่าเมื่อคุณหญิงกีรติพบนพพรครั้งแรกนั้นเธอแต่งชุดสีน้ำเงินมีดอกขาว เธอสวยงามเหลือเกิน และก็ประทับใจต่อฉากรัก ที่นพพรลืมตัวสารภาพรักที่ “มิตาเกะ” และ “มิตาเกะ” ก็คือ “ข้างหลังภาพ” ของนวนิยาย ที่เต็มไปด้วยความรักและความเจ็บปวด

นี่ก็เป็นที่มาที่ข้าพเจ้าในฐานะของคนที่ถูกคุณยายบ่นว่า “ชีพจรลงเท้า” ตะเกียกตะกาย ไป “มิตาเกะ” ให้จงได้
ครั้งแรกไปกับเพื่อนญี่ปุ่นเมื่อปี ๒๕๒๖ครั้งหลังพานักคิดนักเขียนหลายคนไปเมื่อปี ๒๕๕๐ (เมื่อครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตของสยามกับญี่ปุ่น๑๒๐ ปี ระหว่างรัฐบาลของรัชกาลที่ ๕ กับจักรพรรคิเมจิ)

ครั้งแรกปี ๒๕๒๖ นั้นเป็นเดือนตุลาคม ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มหนาว ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง ข้าพเจ้าโชคดีได้เพื่อนหญิงชาวญี่ปุ่นชื่อคาซึเอะ อิวาโมโต เป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ นำทางไป“มิตาเกะ” Mitake

อิวาโมโต ตอนนั้นทำงานอยู่ที่มูลนิธิโตโยต้า เราติดต่อกันมานานจนรู้จักกันดีพอควรเธอเป็นคนญี่ปุ่นที่แข็งขันและเป็นคนที่มีส่วนสำคัญให้นวนิยายไทยหลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น “ข้างหลังภาพ” ของ “ศรีบูรพา”
หรือ “ปีศาจ” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” “สี่แผ่นดิน” ของ “ศึกฤทธิ์ ปราโมช” “จดหมายจากเมืองไทย” ของ “โบตั๋น” ฯลฯ 

เราขึ้นรถไฟกันที่สถานีคิซิโจจิ ที่ชานเมืองโตเกียว(ไม่ได้ขึ้นที่สถานีชิงจูกุ ดังคุณหญิงกีรติและนพพรอย่างในเรื่อง)
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ค่ารถไฟคนละ 470 เยนตกเป็นเงินไทยตอนนั้นประมาณ 50 บาท “มิตาเกะ” เป็นเมืองเล็กๆ สถานีรถไฟก็เล็กน่ารัก แบบสถานีรถไฟที่บ้านโป่งหรือโพธาราม


เราลงรถไฟที่นั่นวันนั้น อากาศเย็นแต่แดดจ้าเหมาะกับการไปชมฉากรักของ “ศรีบูรพา” เสียนี่กระไร เราขึ้นรถเมล์ต่อเพื่อขึ้นไปบนภูเขา “มิตาเกะ” ที่นั่น เรานั่งรถสายเคเบิล ซึ่งลากเราขึ้นไปไปครึ่งทางเกือบถึงยอดเขา ถามได้ความว่ารถสายเคเบิลนี้สร้างมาก่อนสงครามโลกที่สองแต่ “ศรีบูรพา” มิได้เอ่ยถึงไว้ในฉากรักของคุณหญิงกีรติและนพพร

เราค่อยๆ เดินกันต่อเพื่อไปให้ถึงยอดเขา หนทางเดินคดเคี้ยวไปตามไหล่เขามีนักท่องเที่ยวบางตา ทุกอย่างดูสงบ เห็นต้นซีดาขนาดใหญ่อย่างที่ “ศรีบูรพา” พูดถึงบางแห่งเป็นต้นเมเปิล ใบกำลังเหลืองเกือบป็นแดงหนทางที่เราเดินไปสงบเงียบ คดเคี้ยว และยังมีสภาพเป็นธรรมชาติที่สุด

อิวาโมโตหันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า“คุณคงเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไม “ศรีบูรพา” เลือก “มิตาเกะ” เป็นฉากรักของ “ข้างหลังภาพ”ครับ ข้าพเจ้าต้องพยักหน้าเห็นด้วยเพราะ “มิตาเกะ” งดงามอย่างเรียบๆ เป็นธรรมชาติ เหมาะกับรสนิยมของ “ศรีบูรพา” ไม่หวือหวา หรูหรา และโด่งดังอย่าง “นิกโก” ซึ่งใครๆ ก็รู้จัก ใครๆ ก็ไปเที่ยวแต่ “มิตาเกะ” มีคนญี่ปุ่นที่ไม่รู้จักมากมาย คล้ายเป็นที่ลี้ลับ และมีความเฉพาะเป็นส่วนตัวของคนบางคน

เราไต่เขาตามทางเดินที่คดเคี้ยวไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงประตูเข้าศาลเจ้า “มิตาเกะ” ที่ด้านหน้าประตู มีบ่อน้ำและกระบวย
เราตักขึ้นมาดื่ม น้ำเย็นจัด เพราะเป็นน้ำภูเขาและก็ทำความสะอาดมือไม้นิดหน่อย ก่อนเข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

“มิตาเกะ” เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ตามแบบศิลปะญี่ปุ่นที่เราเห็นทั่วไป งดงามเป็นระเบียบ และที่สำคัญคือสะอาดมาก
เพราะนักบวชประจำศาล ขยันทำงานปัดกวาดไม่เอาแต่ “จำวัด/จำศาล”กันเฉยๆ

ในทัศนะของข้าพเจ้า ศิลปะญี่ปุ่นเก่านับว่าพัฒนาไปสู่ความเป็นสุนทรีสุดยอดแม้จะได้อิทธิพลจีนราชวงศ์ถังมา
แต่ก็กลายเป็นญี่ปุ่นไปแล้ว ที่น่าทึ่งมากก็คือการที่คนญี่ปุ่นพัฒนาศิลปะของตนให้เข้ากับธรรมชาติ ด้วยการใช้สีสันและขนาดไม่ฉูดฉาด ไม่อหังการ์ ไม่ท้าทายว่าตนซึ่งเป็นมนุษย์ จะอยู่เหนือธรรมชาติ

ศาล “มิตาเกะ” มีส่วนผสมระหว่างชินโตและพุทธศาสนาพูดง่ายๆ คือ ผสมระหว่างศาสนาเดิมของญี่ปุ่นที่มีเทพเจ้าและการบูชาบรรพบุรุษ กับการถือพระรัตนตรัย

วันนั้น ข้าพเจ้าเดินลงจาก “มิตาเกะ” ด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบดีใจที่ได้มาเห็นภาพของ “ข้างหลังภาพ” นึกถึงความรักและความตายอันเจ็บปวดของคุณหญิงกีรติ เธอร่วงโรยไปพร้อมกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อเกิดการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ในขณะที่นพพรชายหนุ่มซึ่งเป็น “คนใหม่” กำลังมากับ “สังคมใหม่” เป็นนักเรียนนอกและนายธนาคาร กำลังทำท่าจะมีอนาคตรุ่งโรจน์ทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว

“ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดดอก แต่เป็นภาพชีวิตรักที่สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมและกาลเวลา”


ขอบคุณครับ “ศรีบูรพา” ที่สอนให้ข้าพเจ้า “รักธรรมศาสตร์” “รักประชาชน” และยัง “รักวรรณกรรม” อีกด้วย

000

ประกาศเกียรติคุณ  “รางวัลศรีบูรพา” ประจำ 2552 แด่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมสมควรได้รับรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2552

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นนักประวัติศาสตร์ นักคิด นักเขียน และครู เกิดเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม  2484 ที่อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อจบชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดราชบุรีแล้ว จึงสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ ร.ร. สวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ จบเป็นบัณฑิตสอบได้ที่ 1 เกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพล 6 เดือน จากนั้นได้รับทุน จากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ไปศึกษาต่อปริญญาโททางการทูตทีสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา2 ปี จากนั้นต่อระดับปริญญาเอก ด้าน South East Asian History  ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล มลรัฐนิวยอร์ก 5 ปี โดยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง The Rise of Ayudhya เมื่อกลับมาประเทศไทย เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในมหาวิทยาลัยหลายตำแหน่ง อาทิ หัวหน้าสาขาวิชาประวัติศาสตร์  รองผู้อำนวยการและกรรมการสถาบันไทยคดีศึกษา คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ

เป็นนักวิชาการและครูจริงแท้ มีความรู้จริง เป็นตัวอย่างของนักเรียนในระบบ เป็นนักวิชาการ มีความคิดก้าวหน้า มีความกล้าหาญในการแสดงออกทางความคิด และมีความกล้าหาญทางจริยธรรมของความเป็นนักวิชาการที่จะตีแผ่ “ความจริง” ในทุกเรื่องที่กำลังเป็นปัญหา เขาใช้ความรู้ที่มีจากระบบการศึกษา และการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและนอกประเทศ รวมทั้งในเวทีสัมมนา สร้างผู้รู้ให้สังคม ทั้งยังผลักดันให้เกิดโครงการต่างๆ ที่ลงสู่เวทีชาวบ้านในรูปแบบ “ตลาดวิชา” เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเหตุการณ์ และพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทย และประเทศเพื่อนบ้าน

เป็นนักคิดผู้ติด “อาวุธทางปัญญา” บุกเบิกความคิดใหม่ๆ ผ่านผลงานทั้งที่เป็นงานเขียนรวมเล่ม หนังสือกว่า 75 เล่ม บทความมากกว่า 200ชิ้น บทเขียน “คำนำ” อีกมากมายนับไม่ถ้วน รวมทั้งบทวิจารณ์หนังสือ ภาพยนตร์ ละครและดนตรี และนวนิยายสำหรับเด็ก รวมทั้งเป็นนักแปลและบรรณาธิการอีกด้วย ไม่ว่าบรรณาธิการต้นฉบับเขียน ต้นฉบับแปล ต้นฉบับรวมบทความ

เป็นนักประวัติศาสตร์ก้าวใหม่ โดยเป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่เปิดยุคสมัยของการศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งไทยและเพื่อนบ้านให้ก้าวพ้นจากการบอกเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วอย่างแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา มาเป็นประวีติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา มีผู้คนหลากหลาย มีการแย่งชิง มีสุขสงบ มีหยาดเหงื่อ น้ำตาและเลือด ในแบบที่จินตนาการได้และเข้าใจได้ โดยนอกจากการบรรยายให้ความรู้แล้ว เขายังสร้างผลงานประวัติศาสตร์ในรูปหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์มีมากมายทั้งที่เขียนคนเดียว และที่เขียนร่วมกับผู้อื่น โดยมีทั้งประเภท “บุกเบิก” “เติมเต็ม” “ชำระสะสาง” และ “รื้อฟื้น” เรื่องราวเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ด้วยมุมมองในแนวของความรัก ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษยชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และสันติทั้งภายในสังคมนั้นๆ และกับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน

เป็นนักบุกเบิกความคิดใหม่ๆ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาสร้างผลงานทั้งด้านวิชาการ และด้านกายภาพให้มหาวิทยาลัย นับเป็นมรดกตกทอดจนถึงทุกวันนี้ เช่น การเขียนประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในชื่อหนังสือ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง (2535) การสร้างจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ โครงการ TU Walking Tour หนังสือ ธรรมศาสตร์และการเมืองเรื่องพื้นที่ (2548) ปืนใหญ่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่ถูกขุดขึ้นมาเมื่อมหาวิทยาลัยมีอายุครบ 50 ปี และวางตั้งเรียงเป็นแถวอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย อนุสาวรีย์ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “สปอร์ต คอมเพล็กซ์” ที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต หอจดหมายเหตุ และหอประวัติศาสตร์เกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นต้น

ด้วยผลงานอันมีประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมา คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพาจึงขอประกาศเกียรติให้นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาประจำปี พ.ศ. 2552 นับเป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาลำดับที่ 21 และขอแสดงความยินดีด้วยกับขอเป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์งานอันทรงคุณค่าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

 

ประยอม ซองทอง

ประธานกองทุนศรีบูรพา

 

 

หลักการ “รางวัลศรีบูรพา”

 

“ศรีบูรพา” หรือนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นนักเขียนผู้มีเกียรติประวัติ ทั้งในผลงานและชีวิตที่ดีงาม มีงานเขียนหลากหลายทั้งในรูปแบบนวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี บทความ กวีนิพนธ์และเรื่องแปล ผลงานของท่านทรงคุณภาพ มีเนื้อหาสร้างสรรค์ เชิดชูศีลธรรมและความเป็นธรรมในสังคม เชิดชูประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันประกอบด้วย ประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทางสังคม งานของท่านมีวรรณศิลป์สูง  ได้รับความนิยมจากคนอ่านทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาและปัญญาชน สืบเนื่องจาก พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน

 

“กองทุนศรีบูรพา”  ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและเพื่อสนับสนุนส่งเสริมศิลปินในสาขาต่างๆ นักเขียน กวี และนักหนังสือพิมพ์ ได้เอาเยี่ยงอย่างแบบฉบับการใช้ชีวิตที่ดีงาม และแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคม

รางวัล “ศรีบูรพา” เป็นรางวัลประจำปีที่คณะกรรมการ “กองทุนศรีบูรพา” ได้พิจารณาหารือและลงมติด้วยเสียงข้างมากเพื่อมอบให้กับบุคคลที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขดังนี้

 

1 เป็นนักคิดนักเขียน นักแปล กวี หรือนักหนังสือพิมพ์ ที่มีแบบฉบับการใช้ชีวิตที่งดงาม และแบบฉบับการสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อสังคมและมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนอย่างเช่น “ศรีบูรพา”

2 มีผลงานติดต่อกันเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 30 ปี และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

3 ยังมีชีวิตอยู่

 

เงินรางวัลประจำปี ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยของกองทุนฯ ที่ได้รับ แต่ไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50,000 บาท โดยคณะกรรมการกองทุนฯ จะเป็นผู้พิจารณาเป็นรายปี และการแจกรางวัลจะประกาศและแจกกันในวันนักเขียน  5พฤษภาคมของทุกปี

 

รางวัล “ศรีบูรพา” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2531มีนักเขียนได้รับรางวัลติดต่อกันมา เป็นลำดับดังนี้

นายศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์, นางสาวอำพัน ไชยวรศิลป์, คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง, นายอาจินต์ ปัญจพรรค์, นายสุจิตต์ วงษ์เทศ, นายสักษณ์ ศิวลักษณ์, นายกรุณา กุศลาศัย, นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี, นายวิทยากร เชียงกูล, นางสุภัทร สวัสดิรักษ์, นายสมชัย กตัญญุตานนท์ (ชัย ราชวัตร), นายเสถียร จันทิมาธร, นายนิธิ เอียวศรีวงศ์, นายธีรยุทธ บุญมี กับ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล, นายสมบูรณ์ วรพงษ์. นายสุรชัย จันทิมาธร, วัฒน์ วรรลยางกูร และนายสุทธิชัย หยุ่น

 


http://www.prachatai.com/05web/th/home/16730                                                                   โดย : ประชาไท   วันที่ : 6/5/2552

 

 

   www.matichon.co.th

 

 


มติชนรายวัน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ
เพื่อคุณภาพของประเทศ

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน


ในบางบริบทของนักเขียนรางวัลศรีบูรพา


คอลัมน์ บนโต๊ะนี้มีเรื่องราว

โดย สาโรจน์ มณีรัตน์


นั่ง อ่านความเรียงที่ "ผศ.กาญจนี ละอองศรี" เขียนถึง "อาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนที่ 21 ของประเทศไทย ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤษภาคม 2552 แล้วให้มองเห็นภาพหลายส่วนด้วยกัน

ส่วน หนึ่งคงเป็นเรื่องของความเป็นนักการศึกษา ทั้งนั้นเพราะ "อาจารย์ชาญวิทย์" มองว่า ในระบบการศึกษาของไทย แบบเรียนประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ นักประวัติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ทำให้วิชาประวัติศาสตร์น่าเบื่อหน่าย จนถึงขั้นเป็นยานอนหลับ

ที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ในบ้านเรามักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างความรู้สึกชาตินิยม และเชื้อชาตินิยม โดยละเลยความหลากหลายทางเชื้อชาติพันธุ์ ตลอดจนภาษา อัตลักษณ์ และวัฒนธรรม

ดัง นั้น ทางแก้ของเรื่องนี้ "อาจารย์ชาญวิทย์" จึงมองว่า ต้องทำให้ประวัติศาสตร์เป็นพลังของความเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลพวงมาจากความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง และจะต้องนำเสนออย่างรอบด้าน รอบรู้เรื่องราวทุกเหตุการณ์

ทั้งยัง จะต้องศึกษาเรื่องราวของอดีต ต้องอาศัยข้อมูล และหลักฐานจริง แต่การตีความข้อมูล และหลักฐานที่แตกต่าง ย่อมทำให้การสร้างภาพของอดีตอาจแตกต่างไปด้วย

ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง "อาจารย์ชาญวิทย์" ก็มีความเป็นนักเขียน เพราะสมัยเริ่มเขียนงานยุคแรกๆ เนื้อหาของงานส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นต่อต้านสงครามเวียดนาม สงครามอินโดจีน และโจมตีนโยบายตามก้นอเมริกัน ที่ต่อต้านระบอบเผด็จการ และนำเสนอแนวความคิดซ้ายใหม่

จนกระทั่งหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 แนวเขียนของ "อาจารย์ชาญวิทย์" จึงค่อนข้างสะท้อนถึงเรื่องภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ และการเมือง

ปรัชญาประวัติศาสตร์ และระเบียบวิธีวิจัย รวมไปถึงงานแปล และงานเขียนบทความทางวิชาการอีกจำนวนมาก

แต่ กระนั้น ในบทบาทของความเป็นนักเขียน "อาจารย์ชาญวิทย์" ก็ได้แสดงทรรศนะถึงความเป็นนักเขียนอย่างน่าสนใจว่า นักเขียนคือผู้มีส่วนในการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้อ่าน

นักเขียนที่ ดีจะต้องสามารถเขียนสะท้อนความเป็นจริงของสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยออกมาให้ ได้ สุดแต่จะมีวิธีการนำเสนอของแต่ละคนตามกาละเทศะ

นอกจากนั้น "ผศ.กาญจนี" ยังอธิบายงานเขียนของ "อาจารย์ชาญวิทย์" ด้วยว่าเป็นงานเขียนที่เผยแพร่สัจธรรม และบางส่วนใช้แนวแพโรดี ที่ชอบล้อเลียน ถากถาง และขำขัน

โดยจะนำเสนอเรื่องราว เหตุการณ์ สถานที่ ผู้คน ด้วยมุมมองที่รอบด้าน อยู่เหนือขอบเขตของความเป็นรัฐประชาชาติ บนพื้นฐานของความรัก ความเป็นเพื่อนมนุษย์ ความเข้าใจในธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่ สำคัญ "อาจารย์ชาญวิทย์" มีความสามารถสูงในการใช้ภาษา การนิยมประดิษฐ์คำ มีวลีแปลกๆ แต่กินใจ คมชัด และหนักแน่น ทั้งยังเขียนได้อย่างสนุกสนาน ผสมความรู้ และให้แง่คิดที่กระตุกต่อมปัญญา

เหตุนี้เอง งานเขียนของ"อาจารย์ชาญวิทย์"จึงมีหลากหลายแง่มุม และหลากหลายมิติ จนทำให้คิดว่า โลกแห่งการอ่านในวัยเด็กของ"อาจารย์ชาญวิทย์"คงน่าจะเป็นเหมือนดั่งกับนัก เขียนหลายๆ คนในทุกวันนี้

ซึ่งก็เป็นจริง เพราะจากความเรียงที่"ผศ.กาญจนี"รวบรวมมา ก็ชี้ชัดให้เห็นว่า"อาจารย์ชาญวิทย์"อ่านหนังสือทุกประเภท ทั้งนิยายแนวบู๊ ตลก ชวนคิด และนิยายประโลมโลกย์

เมื่อโตขึ้นก็อ่านงานสารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย บทวิจารณ์ จนกระทั่งไปเรียนเมืองนอก ก็ยิ่งทำให้อ่านงานในระดับสากลมากขึ้น รวมไปถึงเมื่อกลับมาเมืองไทยในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

หนังสือที่กล่าวกันว่าเป็นหนังสือของฝ่ายซ้าย ของเหล่าบรรดานักเขียนอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์,เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็เข้ามาผจญอยู่ในหัว

" อาจารย์ชาญวิทย์"บอกว่า...ผมชอบภาษาอันงดงามของกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา ชอบความเป็นสามัญชนที่สุภาพ และความเป็นผู้ดี ชอบความโรแมนติคในเรื่องสงครามแห่งชีวิต,จนกว่าเราจะพบกันอีก และข้างหลังภาพ

นอกจากนั้น ในความเรียงเรื่องเดียวกันนี้"ผศ.กาญจนี"ยังสรุปภาพรวมของ"อาจารย์ชาญวิทย์" ในอีกมิติหนึ่งให้เห็นด้วยว่า "อาจารย์ชาญวิทย์"นอกจากจะเป็นนักวิชาการติดดิน

หากในอีกภาพหนึ่งยัง มีความเป็นศิลปิน ทั้งยังมีมุมมองต่อความแตกต่างอย่างรื่นรมย์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย กินอยู่อย่างง่ายๆ แต่งตัวง่ายๆ ชอบเสียงเพลง ชอบร้องเพลง ชอบบทกวี ชอบภาพเขียน ภาพถ่าย และชอบมองผ่านเลนส์กล้อง

พร้อมกับชอบดื่มกับบรรดากัลยณมิตรคอเดียวกัน

ผล เช่นนี้เอง จึงทำให้"อาจารย์ชาญวิทย์"จึงมีเพื่อนพี่น้องจากหลากหลายวงการ ทั้งนักวิชการ นักเขียน กวี นักหนังสือพิมพ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งยังนิยมชมชอบงานเขียนของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์,สุจิตต์ วษ์เทศ,เกษียร เตชะพีระเป็นการส่วนตัวด้วย เพราะคนเหล่านี้นอกจากจะเป็นทั้งเพื่อน หากคนเหล่านี้ ยังถือเป็นกัลยาณมิตรที่คบหากันมาอย่างยาวนานด้วย

แต่กระนั้น เมื่อมีผู้ถามถึงความคิดเห็นต่อเรื่องสงคราม ในทำนองว่าน่าจะเป็นทางออกเล็กๆ ของปัญหาโลกมนุษย์ ไว้ในหนังสือศรีบูรพา ฉบับที่ 11 "อาจารย์ชาญวิทย์"ก็แสดงทรรศนะอย่างน่าสนใจให้ฟังว่า

" เมื่อมนุษย์พูดกันไม่รู้เรื่อง หรือเมื่อตกลงกันไม่ได้ สงคราม หรือการประหัตประหาร ก็เป็นทางออกสุดท้ายที่เจ็บปวด เศร้า ผมวิตก และมองโลกในแง่ร้ายว่าสังคมของเรากำลังเดินเข้าสู่กาลียุค ไม่ใช่กลียุค"

" เพราะกาลียุค ต่างกับสงครามกลางเมือง ซึ่งแบ่งกันเป็นเพียง 2 ฝ่าย เหนือกับใต้ หรือรัฐบาลกับศัตรู อย่างในอเมริกา สเปน ซึ่งเป็นเรื่องแบบฝรั่ง เป็นแบบตะวันตก แต่ของเราแบบไทยๆ หรือแบบตะวันออก อุษาคเนย์ ซึ่งน่าจะเรียกว่ากาลียุค คือเป็นจลาจล เป็นฝักฝ่ายหลายพวก ที่ไม่มีฝ่ายไหนชนะ แต่เป็นการทำลายล้างกันทั้งหมด"

"อย่างที่เรา เห็นบนภาพจำหลักหิน ที่ปรากฏอยู่ที่เขาพนมรุ้ง กับปราสาทเขาพระวิหาร พระอิศวรศิวะเทพ ทรงร่ายรำทำลายล้าง แล้วพระนารายณ์วิษณุเทพจะบรรดาลให้ดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภี บานออกมาเป็นท้าวมหาพรหมที่จะสร้างโลกยุคใหม่"

อันเป็นคำตอบในเชิง ตั้งข้อสังเกตุถึงความเป็นไปได้ในสังคมขณะนี้ ที่ต่างพยายามจะแบ่งแยกฝ่ายให้เกิดขึ้น โดยที่ไม่น่าจะมีฝ่ายไหนแพ้ หรือชนะ

มีแต่ประเทศเท่านั้นที่บอบช้ำเพียงสถานเดียว

แล้วเราอยากจะให้ประเทศเป็นเช่นนี้หรือ ?

คำตอบคงเป็นอย่างที่ทุกคนต้องการคือไม่ เมื่อไม่ การทำลายล้างก็ไม่เกิด สงครามก็จะไม่เกิด หรือโลกยุคใหม่ก็คงจะไม่เกิดขึ้นด้วย

ซึ่งนั่นคงเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้าหวัง

และ ไม่เฉพาะแต่นักเขียนรางวัลศรีบูรพา คนที่ 21 ที่ชื่อ"อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ"เท่านั้นที่เฝ้าหวัง หากเชื่อว่าทุกคนในชาติ ก็คงอยากที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าต่อไปอย่างมีความหวังด้วย

เพื่อให้โลก และสังคมทั้งมวลสุขสงบเสียที?

หน้า 20

 

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01fun08100552&sectionid=0140&day=2009-05-10

 

 

   www.matichon.co.th

 

 


มติชนรายวัน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ
เพื่อคุณภาพของประเทศ

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน


คารวะ"ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นักเขียนศรีบูรพาคนล่าสุด


คอลัมน์ อาทิตย์เที่ยงวัน

โดย เชตวัน เตือประโคน


บ่าย วันอังคารที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีงานสำคัญสำหรับคนในแวดวงนักเขียน จัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถนนเลียบทางรถไฟมุ่งหน้าไปรังสิต ซึ่งผมและใครต่อใครในแถบถิ่นนี้เรียกกันด้วยภาษาอังกฤษติดปากว่า "โลคัล โรด (Local Road)"

"5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันนักเขียน"

ปี นี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน ร่วมซึมซับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักเขียน ดูดซับประสบการณ์อันมีคุณค่า แรงใจ แรงไฟฝันสำคัญสำหรับการทำงานเขียนที่ตัวเองรัก

พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งได้เจอนักเขียนบ่อยครั้ง หรือมากคนแค่ไหน ผมก็มักจะมีความรู้สึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาเมื่อนั้น มากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนอาวุโสกว่า ผมมักจะคิดว่า "ขนาดอายุมาก (แก่) แล้ว ยังเขียนหนังสือไม่หยุดหย่อน แล้วเรายังหนุ่มแน่นไม่อายท่านเหล่านี้หรือ?" ด้านคนรุ่นเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ได้พบเจอแล้วมักพูดคุยถูกคอ ต่อยอดเป็นต่างคนต่างกลับมาเขียนหนังสือ และร่วมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน การวิจารณ์ที่ดีด้วยกัน

ผมไปร่วมงานราวบ่าย 2 โมง เดินทางไปพร้อมกับ "สาโรจน์ มณีรัตน์" (เจ้าของคอลัมน์ "บนโต๊ะนี้มีเรื่องราว" ใกล้ๆ นี้) ผู้มีตำแหน่งเป็นปฏิคม ของคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยระหว่าง พ.ศ.2552-2554 หรือชุดปัจจุบันนี้

เฉกเช่นทุกปี "ไฮไลต์ของงานวันนักเขียนนั้น อยู่ที่การประกาศและมอบรางวัล "ศรีบูรพา""

โดยในปีนี้ "ผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้คือ "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ""

คำประกาศเกียรติคุณแด่ชาญวิทย์ โดยคณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา กล่าวถึงชาญวิทย์ตอนหนึ่งว่า...

""" นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นนักประวัติศาสตร์ นักคิด นักเขียน และครู เกิดเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2484 ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อจบชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดราชบุรี จึงสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ จนเป็นบัณฑิตสอบได้ที่ 1 เกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพล

รับราชการอยู่ 6 เดือน จากนั้นได้รับทุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ไปศึกษาต่อปริญญาโททางการทูตที่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นต่อระดับปริญญาเอก ด้าน Southeast Asian History ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล มลรัฐนิวยอร์ก 5 ปี โดยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง The Rise of Ayudhya

เมื่อ กลับมาประเทศไทย เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในมหาวิทยาลัยหลายตำแหน่ง อาทิ หัวหน้าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ รองผู้อำนวยการและกรรมการสถาบันไทยคดีศึกษา คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี"""

"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชาญวิทย์เป็นนักวิชาการและครูจริงแท้...เป็นนักคิดนักเขียนผู้ติด "อาวุธทางปัญญา" บุกเบิกความคิดใหม่ๆ ผ่านผลงานหนังสือรวมเล่มกว่า 75 เล่ม บทความกว่า 200 ชิ้น ...เป็นนักประวัติศาสตร์ก้าวใหม่...เป็นนักบุกเบิกความคิดใหม่ๆ"

ผม ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือกับนักเขียนศรีบูรพาคนล่าสุดผู้นี้ แต่ก็ได้แอบฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ผ่านงานเขียนหลายชิ้นของท่าน ในผลงานด้านประวัติศาสตร์ รู้สึกเหมือนช่วยให้ผมได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น ในผลงานด้านวรรณกรรม หนังสือเล่มหนึ่งที่ชาญวิทย์เลือกแปล อย่าง ""โจนาธาน ลิฟวิงตัน"" ประทับใจผมเป็นอย่างยิ่ง กับเรื่องราวของนกนางนวลผู้เรียนรู้การบินด้วยปีกเสรีของตัวเอง

ใน งานวันนักเขียน ชาญวิทย์ได้มารับรางวัลด้วยตนเอง (ทั้งที่ติดงาน) และได้กล่าวสุนทรกถาเรื่อง "ศรีบูรพา-ข้างหลังภาพ-มิตาเกะ-กับข้าพเจ้า" วิเคราะห์ถึงผลงานศรีบูรพาที่เป็นอมตะอย่างนิยายเรื่อง "ข้างหลังภาพ" และสุดท้ายก็โยงเข้าสู่เรื่องราวการเดินทางตามรอยฉากในนิยายข้างหลังภาพ ที่เมืองมิตาเกะ ประเทศญี่ปุ่น อันสุดแสนน่าประทับใจ

ก่อนจะสรุปปิดท้ายสุนทรกถาครั้งนี้ด้วยประโยคหนึ่งว่า ""ศรีบูรพาสอนให้ข้าพเจ้ารักธรรมศาสตร์ รักประชาชน และรักวรรณกรรม""

เสียง ปรบมือดังลั่นห้องเมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ แน่นอน สไตล์การเล่าเรื่องของนักเขียนศรีบูรพาท่านนี้เป็นเอกลักษณ์ คือสนุกและได้สาระความรู้

ขอแสดงความยินดีกับ ชาญวิทย์ กับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับ

"ขอคารวะ "ครู" ผู้ซึ่งไม่รู้เลยว่าผมเป็นลูกศิษย์ (นอกห้องเรียน) คนหนึ่ง ซึ่งชื่นชมผลงานของท่านตลอดมา"

หน้า 20

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01fun06100552&sectionid=0140&day=2009-05-10