สันติประชาธรรมเสนอแดงยุติชุมนุม รบ.ใช้สันติ-ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถาม "มาร์ค" เชื่อปรองดองจริงไหม?

แถลงการณ์โดย กลุ่มสันติประชาธรรม  (๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓)


สังคมต้องการเจตน์จำนงอันแน่วแน่ และแผนปรองดองแห่งชาติ


เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง  ที่ความพยายามที่จะประนีประนอม  ระหว่างรัฐบาลและแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมือง ที่ดำรงอยู่ในขณะนี้  ต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย  เงามืดของความรุนแรง  การนองเลือด  กำลังก่อตัวเข้าปกคลุมพื้นที่ของผู้ชุมนุมอย่างน่ากลัว  ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดเอกภาพในหมู่แกนนำ นปช.   แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการขาดเจตน์จำนงอันแน่วแน่ของฝ่ายรัฐบาล  ที่จะแก้ปัญหาด้วยแนวทางประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ  และสันติวิธี


เมื่อแกนนำ นปช. ปฏิเสธ  ที่จะสลายการชุมนุมในทันทีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เสนอเงื่อนไขให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน และยุบสภาระหว่างวันที่ 16-30 กันยายนได้ทำให้ภาพพจน์ของนปช. กลายเป็นฝ่ายที่บิดพริ้วข้อตกลง ต้องการให้เกิดการแตกหัก  พร้อมจะเอามวลชนเข้าแลก  บ้างก็ว่าเพื่อฟื้นฟูผลประโยชน์ของอดีต นรม. ทักษิณ  บ้างก็ว่า นปช. เป็นพวกได้คืบ  จะเอาศอก  รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ อุตส่าห์เข้ารายงานตัวต่อกรมสอบสอนคดีพิเศษ หรือ DSI แล้ว นปช.ก็ยังไม่พอใจ กลับเปลี่ยนเงื่อนไขให้นายสุเทพเข้ามอบตัวต่อตำรวจแทน สำหรับผู้ที่ไม่ชอบมวลชนคนเสื้อแดง   ปฏิกิริยาดังกล่าวของ นปช. ย่อมตีความเป็นอื่นไม่ได้


แต่หากวิเคราะห์ข้อเรียกร้องที่ให้นายสุเทพเข้ามอบตัวต่อตำรวจแทน DSI  ก็จะพบว่าข้อเรียกร้องดังกล่าว  แยกไม่ออกจากความแค้นเคืองต่อเหตุการณ์ 10 เมษา  ที่ยังฝังแน่นอยู่ในสำนึกของมวลชนคนเสื้อแดง ที่จนกระทั่งบัดนี้  ก็ไม่มีแม้แต่คำกล่าวขอโทษจากนายอภิสิทธิ์  เสมือนว่าการตายและบาดเจ็บจำนวนมากในวันนั้น  เกิดขึ้นกับชีวิตของพลเมืองที่ไร้ค่าของประเทศนี้  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะสื่อมวลชนกระแสหลัก  ปฏิบัติต่อความตายของคนเสื้อแดงนั้น  แตกต่างราวฟ้ากับดินกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับมวลชนเสื้อเหลือง  เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551  นี่คือภาวะ "สองมาตรฐาน" อีกประการหนึ่ง  ที่สังคมใช้กับคนเสื้อแดง


ฉะนั้น  ก่อนที่จะประกาศให้มวลชนแยกย้ายกันกลับบ้าน  แกนนำ นปช. จำเป็นต้องแสดงให้มวลชนของตนเห็นว่า   เมื่อได้สิ่งที่ต้องประสงค์คือการยุบสภาและเลือกตั้งแล้ว  พวกเขาจะไม่เดินข้ามศพมวลชนของตนไปอย่างรวดเร็ว  แต่พวกเขาต้องการความยุติธรรมเพื่อยืนยันสิทธิในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บเฉกเช่นประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนามจะพึงมีโดยเสมอเหมือนกัน


นอกจากนี้  เมื่อแกนนำ นปช. ประกาศรับแผนปรองดองของรัฐบาล   ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่มวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย  ที่เจ็บแค้นอย่างมากต่อเหตุการณ์ 10 เมษายน นี่คือสิ่งที่สื่อกระแสหลังมองไม่เห็นและไม่เข้าใจ


จริงอยู่ ไม่ว่านายสุเทพ  จะมอบตัวกับ DSI หรือตำรวจ ทุกฝ่ายรู้ดีว่านายสุเทพ จะไม่มีวันถูกจับกุมคุมขัง ตราบเท่าที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาลอยู่ แต่อย่างน้อยประชาชนเสื้อแดง ก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า DSI ในยุคของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ข้อเรียกร้องให้นายสุเทพ เข้ามอบตัวต่อตำรวจจึงเป็นเสมือนพิธีกรรม ว่าการดำเนินคดีต่อผู้มีส่วนในอาชญากรรมเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เริ่มขึ้นแล้ว เป็นพิธีกรรมเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของมวลชนเสื้อแดงที่แกนนำ "สายพิราบ" ตัดสินใจจะยุติการชุมนุม


ปัญหาคือ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์  ยอมรับพิธีกรรมง่าย ๆ เช่นว่านี้ไม่ได้เชียวหรือ  ทำไมจึงปล่อยให้ประเด็นปลีกย่อยเช่นนี้  มาทำลายเป้าหมายทางการเมือง  ที่สำคัญกว่าหลายเท่า ได้อย่างง่ายดาย  ทำไมเจตน์จำนงที่จะให้เกิดการปรองดองแห่งชาติ  ของนายอภิสิทธิ์จึงอ่อนแอได้อย่างไม่น่าเชื่อ  หรือจริง ๆ แล้วนายอภิสิทธิ์ไม่เคยเชื่อในแผนปรองดองแห่งชาติของตนจริง ๆ เลย  แต่เป็นเพียงกลอุบาย  เพื่อซื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลต่อไปเท่านั้น


สิ่งนี้สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วไปว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์  ปรารถนาที่จะให้มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด  แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากกองทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จึงต้องหันมาใช้แผนปรองดองแห่งชาติ  แต่เมื่อแกนนำ นปช. พลาดท่าเสียทีทางการเมือง สูญเสียความชอบธรรมในสายตาสาธารณชน (โดยมีสื่อกระแสหลักเป็นตัวหนุนช่วย) นายอภิสิทธิ์ก็พร้อมที่จะบอกยกเลิกสัญญาในทันที


ฉะนั้น  กลุ่มสันติประชาธรรม  จึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อทั้งฝ่าย นปช. และรัฐบาลดังนี้


1.       แกนนำ นปช. ที่เป็นฝ่ายช่วงชิงและยึดกุมการนำอยู่ในขณะนี้  ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดที่รักษาชีวิตของผู้ชุมนุมให้ได้  โดยจะต้องยุติการชุมนุมโดยเร็วที่สุด  แม้ว่าแกนนำบางส่วนของ นปช. จะไม่ได้รับการประกันตัวตามวิถีทางประชาธิปไตยก็ตาม


2.       รัฐบาลจะต้องมีความอดกลั้นและความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธีให้มากขึ้น นายอภิสิทธิ์ต้องไม่ใช้เรื่องการปรองดอง เพียงเพื่อสร้างภาพพจน์และซื้อเวลาให้กับตนเอง รัฐบาลจะต้องยุติความพยายามใช้กำลังเข้าสลายและปราบปรามผู้ชุมนุม


3.       รัฐบาลจะต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นหลักประกันว่าแกนนำและมวลชนของ นปช. จะต้องได้รับการปฏิบัติทางกฎหมายตามวิถีทางประชาธิปไตยโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติแบบ "สองมาตรฐาน" โดยเด็ดขาด


ผู้คนทั่วโลก  กำลังเฝ้าดูว่าความล้มเหลวของแนวทางการเมืองในขณะนี้  จะนำไปสู่ความตายอีกกี่ศพ  บาดเจ็บอีกกี่พันคน คนจำนวนไม่น้อยอาจสะใจหรือไม่รู้สึกรู้สมกับความตายของคนเสื้อแดง  แต่บรรดาผู้ที่เรียกร้องให้มีการปราบปรามประชาชน  โปรดตระหนักด้วยว่าคนจำนวนมหาศาล  จะยิ่งรู้สึกเคียดแค้นกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น  ความเคียดแค้นนี้จะสั่งสมและซ้ำเติมสังคมไทยจนยากที่จะเยียวยาได้  ความคับแค้นนี้จะไม่มีวันสลายตัวไปได้  ตราบเท่าที่สังคมนี้ยังปฏิบัติต่อประชาชนเสื้อแดงด้วย "สองมาตรฐาน" ต่อไป


นายอภิสิทธิ์ต้องตระหนักว่าลำพังแค่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ตนก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำต่อไป แต่สมควรลาออกและประกาศยุบสภาในทันทีภายหลังเหตุการณ์นั้นแล้ว หากนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง และมีผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นอีก นายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้นำพลเรือนคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จะถูกประณามและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ร่วมกับเผด็จการทั้งหลายทั้งปวงในบ้านนี้เมืองนี้


"ถ้ายึดมั่นในหลักประชาธรรมแล้ว

ไม่มีวิธีอื่นใดเพื่อได้มาซึ่งประชาธรรมนอกจากสันติวิธี...

การใช้อาวุธขู่เข็ญประหัตประหารกันเพื่อประชาธรรมนั้น

แม้จะสำเร็จ อาจจะได้ผลลัพธ์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

จะไม่ได้ประชาธรรมถาวร

เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธแล้ว

อีกฝ่ายหนึ่งแพ้  ก็ย่อมคิดใช้อาวุธโต้ตอบ

เมื่ออาวุธปะทะกันแล้ว จะรักษาประชาธรรมไว้ได้อย่างไร"

(ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “บันทึกประชาธรรมไทยโดยสันติวิธี” 2515)